ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือหัวหน้าทีมขาย คำถามที่เจอทุกเดือนคือ “เดือนนี้จ่ายคอมมิชชั่นใครเท่าไหร่” — และถ้ายังคำนวณด้วย Excel หรือเครื่องคิดเลข บทความนี้รวมสูตรที่ใช้จริงทั้ง 4 แบบ พร้อมตัวอย่างตัวเลขให้เอาไปดัดแปลงได้ทันที
1. Flat Rate — อัตราเดียวง่าย ๆ
เหมาะกับทีมเล็กหรือสินค้าเดียวกันทั้งบริษัท
คอมมิชชั่น = ยอดขาย × อัตรา %
ตัวอย่าง: ยอดขาย 150,000 บาท คอมมิชชั่น 5%
150,000 × 5% = 7,500 บาท
ข้อดีคือโปร่งใส คำนวณง่าย แต่ข้อเสียคือไม่จูงใจให้ยอดสูงขึ้น — ขาย 50,000 กับ 500,000 ได้อัตราเดียวกัน
2. Tiered — ขั้นบันไดตามยอดขาย
แก้จุดอ่อนของ Flat Rate ด้วยการให้อัตราสูงขึ้นเมื่อยอดถึงเป้า
| ช่วงยอดขาย (บาท) | อัตราคอมมิชชั่น |
|---|---|
| 0 – 100,000 | 3% |
| 100,001 – 300,000 | 5% |
| 300,001 ขึ้นไป | 8% |
มี 2 วิธีคิดที่ต่างกันสำคัญ:
แบบที่ 1 — อัตราเดียวตามขั้นสุดท้าย (Simple Tier): ยอด 400,000 บาท ได้ 8% ทั้งยอด
400,000 × 8% = 32,000 บาท
แบบที่ 2 — คิดเป็นช่วง (Marginal Tier) แบบภาษีขั้นบันได: ยอด 400,000 บาท
100,000 × 3% = 3,000
200,000 × 5% = 10,000
100,000 × 8% = 8,000
รวม = 21,000 บาท
⚠️ แบบ Marginal ละเอียดยุติธรรมกว่า แต่คนละความเข้าใจกันได้ง่าย — สิ่งสำคัญคือ ต้องระบุให้ชัดในนโยบายว่าใช้แบบไหน ก่อนประกาศทีม เพราะส่วนต่างเดือนละหลายพันบาทต่อคน
3. Product-Based — อัตราต่างกันตามประเภทสินค้า
เหมาะกับธุรกิจที่ขายหลายกลุ่มสินค้าและกำไรต่อหน่วยไม่เท่ากัน เช่น สินค้าโหมดได้marginต่ำ กับอะไหล่/บริการ margin สูง
| กลุ่มสินค้า | อัตรา |
|---|---|
| เครื่องใช้ไฟฟ้า | 2% |
| อะไหล่และบริการหลังการขาย | 10% |
| สินค้าอุปโภคบริโภค | 5% |
ตัวอย่าง: พนักงาน A ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า 300,000 + อะไหล่ 40,000
300,000 × 2% = 6,000
40,000 × 10% = 4,000
รวม = 10,000 บาท
4. Split — แบ่งคอมมิชชั่นหลายคนต่อดีลเดียว
ใช้เมื่อดีลหนึ่งมีหลายคนร่วม (คนเปิด / คนปิด / ผู้สนับสนุน) เช่น ดีล 100,000 บาท คอมมิชชั่นรวม 5,000 บาท แบ่งเป็น:
- ฝ่ายขาย 60% = 3,000 บาท
- ผู้ช่วยปิดดีล 30% = 1,500 บาท
- Pre-sales 10% = 500 บาท
กติกาเหล็กคือ เปอร์เซ็นต์รวมต้องเท่ากับ 100% เสมอ ไม่งั้นตอนจ่ายจะล้มเหลวหรือเกินงบทันที
โบนัส: Override — คอมมิชชั่นของหัวหน้าทีมขาย
Override คือส่วนที่ หัวหน้าได้จากยอดของลูกทีม เพื่อจูงใจให้ผู้จัดการพัฒนาคน ไม่ใช่แค่ขายเอง
Override = คอมมิชชั่นรวมของลูกทีม × อัตรา Override
ตัวอย่าง: ลูกทีม 4 คน คอมมิชชั่นรวม 60,000 บาท หัวหน้าได้ Override 10%
60,000 × 10% = 6,000 บาท (จ่ายจากบริษัท ไม่ใช่หักจากลูกทีม — หรือระบุชัดถ้าจะหัก)
ถ้าองค์กรมีหลายชั้น (หัวหน้าทีม → ผู้จัดการฝ่ายขาย → ผอ.) ให้กำหนด depth ว่า Override ไหลขึ้นกี่ชั้น เช่น 2 ชั้น อัตราต่างกัน
สรุป: เลือกสูตรไหนดี?
- ทีมเล็ก สินค้าเดียว → Flat Rate
- อยากดันยอด → Tiered (อย่าลืมเลือก simple/marginal ให้ชัด)
- ขายหลายกลุ่มสินค้า → Product-Based
- งาน B2B ที่คนร่วมดีลเยอะ → Split + Override
และไม่ว่าเลือกแบบไหน สิ่งที่ต้องมีเสมอคือ การเก็บสูตรเป็นลายลักษณ์อักษร + ตัวเลขที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ เพราะคอมมิชชั่นคือเงินที่กระทบใจคนทั้งทีม ถ้าเลขเพี้ยนแม้แต่เดือนเดียว ความเชื่อใจหายกลับยาก
ถ้าอยากให้ระบบคิดให้ทั้ง 4 สูตร + Override อัตโนมัติ พร้อมสลิปคอมมิชชั่นรายคนที่พิสูจน์ย้อนหลังได้ ลอง CommisSync — เครื่องมือคำนวณคอมมิชชั่นทีมขายจากทีม Paoterm ใช้ฟรีได้เลย